เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝันในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิในประเทศญี่ปุ่น นำมาซึ่งความสูญเสียครั้งมหาศาล ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน….การคมนาคม   การสื่อสารทางโทรศัพท์ถูกตัดขาดทันทีในเมืองที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในครั้งนี้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ทั้งในการเตือนภัย การสื่อสาร และการช่วยเหลือ

ภาพเหตุการณ์ ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ คำเตือน และวีดีโอจำนวนมาก ถูก post ขึ้นบน เครือข่ายสังคมออนไลน์ ทันที ทำให้ทั่วโลกได้รับรู้พร้อมๆกันอย่างรวดเร็ว แม้ว่าโทรศัพท์จะใช้ไม่ได้ แต่ internet ยังคงสามารถใช้งานได้อยู่ และกลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารทันที ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยแจ้งไปยังครอบครัว  สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ  หน่วยงานอาสาสมัครต่างๆ และประชาชนทั่วไปจากทั่วโลก ได้รับทราบเหตุการณ์และความเดือนร้อนของชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และสึนามิ โดยตรง  และทั่วโลกก็พร้อมให้ความช่วยเหลือเช่นกัน โดยการติดต่อสื่อสารออนไลน์เพื่อร่วมกันเตือนภัย บอกข้อมูลข่าวสาร ส่งกำลังใจ บริจาคเงิน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่จำเป็น และส่งหน่วยอาสามาช่วยผู้ประสบภัยในประเทศญี่ปุ่นด้วย

ในวันที่เกิดเหตุการณ์ เนื่องจากการสื่อสารโทรศัพท์ปกติไม่สามารถทำได้ การสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยออกทางรายการข่าว ก็ต้องอาศัยโทรศัพท์ผ่าน internet หรือ Voice Over IP เช่นกัน

สถานฑูตไทย ณ กรุงโตเกียวก็ต้องเปิดช่องทางแจ้งข่าวสถานการณ์แผ่นดินไหว และการติดต่อสถานฑูตฯผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยได้เปิด twitter ชื่อ @rtetokyo และทาง windows live messenger ทันที

YouTube: Citizentube ก็กลายเป็นแหล่งรวมคลิปแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นที่ส่งมาจากผู้ใช้เน็ตในญี่ปุ่น

Google ก็ได้เปิดหน้าเว็บไซต์ Google Crisis Response ทันที เพื่อรวบรวมประกาศเตือนภัย , รวบรวมภาพเหตุการณ์, ข้อมูลความช่วยเหลือ, ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการคมนาคมและสาธารณูปโภค ซึ่งก็รวมถึง Google Person Finder เช่นเดียวกับที่เคยทำตอนแผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์เมื่อเดือนก่อน สามารถหาชื่อคนหายหรือรายงานตัวให้ญาติๆ รับรู้ว่ายังปลอดภัยดี นอกจากนี้ยังมี google earth real time earthquake อันเป็นแผนที่แสดงข้อมูลของแผ่นดินไหวแบบสดๆ ผ่าน Google Earth

และเมื่อ internet เป็นช่องทางที่สำคัญ  บริษัท Softbank ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่นก็ได้ช่วยเหลือประชาชนด้วยการเปิดให้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย Wi-fi ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของ Softbank

ในส่วนของประเทศไทย ทาง AIS , dtac และ truemove ก็ได้ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น โดยให้คนไทยในญี่ปุ่นที่ยังใช้บริการ Rooming อยู่ สามารถโทรกลับไทยได้ครึ่งราคา และรับสายจากไทยฟรี

แม้แผ่นดินไหวและสึนามิจะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อชีวิตและทรัพย์สิน  แต่ไม่สามารถทำลายน้ำใจของมนุษย์ได้ ความห่วงใย และความช่วยเหลือ มีผ่านโลกจริงและโลกออนไลน์ตลอดเวลา

อ่านเพิ่มเติม :  http://www.it24hrs.com/2011/technology-japan-tsunami2011/


ปัจจุบันมี CMS หลากหลายตัวที่ได้รับความนิยมซึ่งแต่ละตัวก็มีจุดเด่นที่ต่าง ๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้จึงมีหลาย ๆ คนสงสัยว่าจะเลือก CMS ตัวไหนที่เพื่อจะไปใช้งานให้ตรงตามความต้องการของตนเอง คำตอบก็คงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของเราว่าอย่างได้เว็บไซต์ในลักษณะใด หากเรียงลำดับเว็บไซต์ CMS 3 ตัวหลัก ๆ ที่ได้รับความนิยมตามขนาดของระบบก็จะเป็นดังนี้ค่ะ

Word press เป็น CMS ที่หลักแล้วถูกออกแบบมาสำหรับทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรือบล็อก ขนาดเล็กใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ไม่ต้องการให้มีระบบเสริมพิเศษ ๆ หรือการแบ่งระดับผู้ใช้งานระบบ

Joomla! เป็น CMSที่ถูกออกแบบมาสำหรับทำเว็บไซต์ขนาดเล็กถึงใหญ่ มีระบบเสริมที่หลากหลายครอบคลุมความต้องการสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป มีการแบ่งระดับของผู้ใช้งานระบบ แบ่งระดับการเข้าถึงระบบได้อย่างสมบูรณ์

Drupal เป็น CMS ที่มีความยึดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการสร้างเว็บไซต์ขนาดกลางถึงใหญ่ การใช้งานระบบอาจจะมีซับซ้อนมากกว่าทั่วไป

จากข้อมูลคร่าว ๆ ที่ได้กล่าวถึง CMS หลัก 3 ตัวที่ได้รับความนิยมแล้วการที่จะเลือกว่าควรใช้ระบบ CMS ตัวไหนในการพัฒนาระบบก็ขึ้นการความต้องการส่วนตัว หากต้องการเว็บไซต์ส่วนตัวเล็ก ๆ ดูแลง่าย ๆ ก็แนะนำให้เป็น Word Press หากต้องการเว็บไซต์ทั่วไปมีระบบรองรับการใช้งานที่หลากหลายใช้งานง่าย ก็แนะนำให้เป็น Joomla! หากต้องการระบบสำหรับรองรับ Community ขนาดใหญ่ก็แนะนำให้ใช้ Drupal ค่ะ

นอกจาก CMS 3 ตัวข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายตัวที่น่าสนใจค่ะ สามารถดูรายละเอียด และเลือกเปรียบเทียบคุณสมบัติของ CMS แต่ละตัวได้ที่ http://cmsmatrix.org/

การพัฒนาเว็บไซต์ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยเครื่องแม่ข่ายเว็บ (Web Server) ทั้งที่เป็นเครื่องแม่ข่ายเว็บจริง หรือการจำลองเครื่องพีซี/Notebook Computer ให้เป็นเครื่องแม่ข่ายเว็บ ด้วยโปรแกรมเช่น AppServ, XAMPP อย่างไรก็ตามการจำลองเครื่องแม่ข่ายเว็บ อาจจะไม่ค่อยสะดวกในการใช้งานมากนักเพราะต้องกำหนดสถาวะแวดล้อมให้เหมือนกัน จึงจะสามารถคัดลอกเว็บที่พัฒนาไปใช้งานได้ รวมทั้งอาจจะไม่สะดวกในการจัดทำบทเรียน/สื่อการเรียนที่ต้องส่งอาจารย์ผ่าน CD-ROM, DVD และ/หรืออุปกรณ์พกพาต่างๆ

Server2Go นับเป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่ช่วยให้การจำลองเครื่องแม่ข่ายเว็บ เป็นไปได้สะดวก และแก้ไขปัญหาข้างต้น เนื่องจากเป็นเว็บเซิฟเวอร์สำหรับพบพา โดยที่ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมจำพวก Appserv ลงในเครื่องก็สามารถที่จะทำงานได้แม้ในอุปกรณ์ที่อ่านได้อย่างเดียว นั่นหมายความว่า เว็บแอพพลิเคชั่นที่อยู่บนฐานของ Server2Go สามารถรันได้จาก CD-ROM, DVD-ROM, Thumbdirve หรือแม้กระทั่งจากในเครื่องก็ได้เช่นกัน ตัวอย่างเว็บแอพพิเคชั่นที่สามารถทำงานได้ก็คือ เว็บแอพพลิเคชั่นที่มี database เป็น MySQL ซึ่งก็ได้แ่ก่ CMS,Blog, wiki เป็นต้น

การจัดการเรียนในห้องเรียน หรือการส่งงานพัฒนาเว็บไซต์ Server2Go น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ดูเพิ่มเติม   http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=server2go:start

จากปัญหาการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และความเสี่ยงจากพระราชบัญญัติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2551 ส่งผลให้หน่วยงานหลายแห่งให้ความสนใจกับซอฟต์แวร์ในกลุ่มรหัสเปิด หรือที่เรียกว่า โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ (OSS: Open Source Software) โดยมีการศึกษาซอฟต์แวร์ในกลุ่มOSS เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ หรือใช้ทดแทนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ต่างๆ

ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส คือ ซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาเปิดเผย Source Code เพื่อให้ผู้ที่นำไปใช้งานหรือนักพัฒนาโปรแกรมต่างๆ สามารถศึกษาพัฒนาต่อยอดได้ (รวมทั้งเป็นเครื่องมือการศึกษาการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพสำหรับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาด้วยก็ได้นะครับ)

ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ส่วนมากเป็นซอฟต์แวร์ฟรี คือ สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลักษณะเดียวกับ Freeware ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้พัฒนาระบุ ซึ่งส่วนมากคือ ห้ามจำหน่ายต่อนั่นเอง

สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับความต้องการได้ที่นี่   http://www.opensourcewindows.org/

ที่มา : http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=oss:start

Dokuwiki เป็นโปรแกรมหนึ่งในกลุ่มซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ความรู้แบบร่วมมือออนไลน์ที่เรียกว่า Wiki ที่ดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์  Dokuwiki การติดตั้งทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้โปรแกรมจัดการฐานข้อมูลใดๆ รูปแบบคำสั่งก็ง่าย จุดเด่นที่น่าสนใจคือ มี Plug-ins ให้เลือกใช้หลายหลาย เหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้งานหลากหลายรูปแบบ

เว็บไซต์ Dokuwiki

การติดตั้ง Dokuwiki :     http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=wiki:installation

คู่มือการใช้งานคำสั่งขั้นประยุกต์ของ Dokuwiki :  http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=wiki:wiki-syntax-advanced

คู่มือการใช้งานคำสั่งพื้นฐานของ Dokuwiki : http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=wiki:wiki-syntax-basic

โดยศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ : http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=wiki:start

Wiki เป็นเว็บไซต์รูปแบบหนึ่งที่เน้นการร่วมกันสร้างสรรค์เนื้อหาอย่างง่าย กล่าวคือ ไม่เน้นรูปแบบเนื้อหา แต่เน้นสาระความรู้ โดยไม่สนใจการตรวจสอบก่อนเผยแพร่ อีกทั้งอนุญาตให้สมาชิกอื่น ปรับแก้ไขเนื้อหาของท่านอื่นได้

วิกิ เป็นภาษาฮาวาย แปลว่า “เร็วเร็ว” ซึ่งก็คือ รถประจำทางสาย “วิกิ วิกิ” (Wiki Wiki) ของระบบรถขนส่งแชนซ์ อาร์ที-52 ที่ สนามบินฮอโนลูลู รัฐฮาวาย

จุดเด่นของ Wiki

  • เน้นการทำงานร่วมกัน
  • อนุญาตให้สมาิชิกอื่นแก้ไขบทความเดิมได้
  • ติดตามรุ่นของเอกสารได้
  • ใช้รูปแบบคำสั่งที่ง่าย เน้นเนื้อหาสาระมากกว่ารูปแบบเนื้อหา

เนื่องจากว่าซอฟต์แวร์ วิกิ นั้น มีหลากหลายประเภท เราจึงควรเลือกใช้ประเภทที่ตรงกับงานหรือความต้องการของเราโดยตรง โดยทำการ Compare ระหว่างซอฟต์แวร์วิกิด้วยกันเอง โดยใช้เว็บไซต์ http://www.wikimatrix.org/ ในการเปรียบเทียบ

เว็บไซต์ WikiMatrix

ที่มา : http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=wiki:start

Blog เป็นคำผสมของคำว่า Web และ Log โดย Log จะหมายถึงการจดบันทึก ดังนั้น Blog จึงเป็นรูปแบบการจดบันทึกเนื้อหาผ่านเว็บไซต์ ที่อนุญาตให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นประกอบเนื้อหาของเราได้ ลักษณะจะคล้ายๆ กับ Web board แต่โดยมาก Blog จะมีเนื้อหาเฉพาะมากกว่า Web board และจุดเด่นของ Blog ก็คือเนื้อหาที่บันทึกจะควบคุมการแสดงผลด้วยวันที่/เวลาที่เผยแพร่ ดังนั้น Blog จึงมีลักษณะแตกต่างจากเว็บไซต์ทั่วไป หรือเว็บไซต์ในกลุ่ม CMS คือ แสดงผลเนื้อหาล่าสุดไว้บนสุด ในขณะที่เว็บทั่วไปหรือเว็บในกลุ่ม CMS ผู้สร้าง/ผู้พัฒนาสามารถกำหนดตำแหน่งการแสดงผลเนื้อหาได้อิสระมากกว่า

Blog Matrix

ที่มา: http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=blog:start

Blog เป็นคำผสมของคำว่า Web และ Log โดย Log จะหมายถึงการจดบันทึก ดังนั้น Blog จึงเป็นรูปแบบการจดบันทึกเนื้อหาผ่านเว็บไซต์ ที่อนุญาตให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นประกอบเนื้อหาของเราได้ ลักษณะจะคล้ายๆ กับ Web board แต่โดยมาก Blog จะมีเนื้อหาเฉพาะมากกว่า Web board และจุดเด่นของ Blog ก็คือเนื้อหาที่บันทึกจะควบคุมการแสดงผลด้วยวันที่/เวลาที่เผยแพร่ ดังนั้น Blog จึงมีลักษณะแตกต่างจากเว็บไซต์ทั่วไป หรือเว็บไซต์ในกลุ่ม CMS คือ แสดงผลเนื้อหาล่าสุดไว้บนสุด ในขณะที่เว็บทั่วไปหรือเว็บในกลุ่ม CMS ผู้สร้าง/ผู้พัฒนาสามารถกำหนดตำแหน่งการแสดงผลเนื้อหาได้อิสระมากกว่า